การเลือกซื้ออุปกรณ์คอมพิวเตอร์

  1. ซีพียู  (CPU)

            ปัจจุบัน ซีพียูที่ได้รับความนิยมมีอยู่สองค่าย คือ อินเทล(Intel) และ เอเอ็มดี(AMD) ซึ่งต่างก็มี  ข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกัน ซีพียูของค่ายอินเทลจะได้รับความนิยมโดยทั่วไปสำหรับผู้ที่ต้องการประสิทธิภาพที่แน่นอนในการใช้งาน มีให้เลือกอยู่ 2 แบบ คือ เพนเทียมโฟร์ และเซเลรอน ซึ่งปัจจุบันได้รับการพัฒนาให้มีโครงสร้างเหมือนกัน คือใช้ซ็อกเก็ต 478 พินได้เหมือนกัน ทั้งสองรุ่นได้รับการพัฒนาให้มีความเร็วประมาณ 2.0 กิกะเฮิรตซ์แล้ว เมื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพแล้ว เซเลรอนจะต่ำกว่าเพียงเล็กน้อยเท่านั้น สำหรับค่ายเอเอ็มดีนั้นมีจุดเด่นตรงที่มีประสิทธิภาพการทำงานสูงในราคาที่ประหยัดกว่า  มีด้วยกัน 2 รุ่นคือ แอธลอน และ ดูรอนซึ่งทั้ง 2 ตัวใช้ซ็อกเก็ต A โดยที่ซีพียูค่ายนี้ต้องการระบบระบายความร้อนที่ดีกว่า จำเป็นต้องหาฮีตซิงค์ที่มีประสิทธิภาพสูงมาใช้ แต่หากไม่ต้องยุ่งยากก็ควรเลือกซื้อซีพียูที่แถมพัดลมมาให้ในตัว เพราะผู้ผลิตได้วางสเปกและคำนวณไว้แล้วว่าสามารถที่จะรองรับกับซีพียูนั้น ๆ ได้

  1. เมนบอร์ด (Main board)

            สิ่งแรกที่ต้องคำนึงถึงก็คือความเข้ากันได้กับซีพียู หากเป็นซีพียูค่ายอินเทลก็ต้องใช้เมนบอร์ดที่มีซ็อกเก็ต 478 พิน หากเป็นซีพียูจากค่ายเอเอ็มดี ก็ต้องเป็นเมนบอร์ดซ็อกเก็ต A  หากจะเลือกให้ประหยัดนั้นก็ควรเลือกแบบที่มีทุกอย่างเอาไว้บนบอร์ด เพราะไม่จำเป็นต้องหาการ์ดอื่น ๆ มาติดตั้งอีก เช่น การ์ดแสดงผลจะช่วยประหยัดได้หลายพัน เมนบอร์ดที่มีการ์ดแสดงผลนั้นมีสองแบบคือแบบแรกนอกจากจะมีการ์ดแสดงผลในตัวแล้ว ยังสามารถเสริมการ์ดหรืออัพเกรดการแสดงผลเสริมได้ภายหลังเพราะมีการ์ดแสดงผลแบบ AGP ในตัว หากนำการ์ดแสดงผลมาติดตั้ง ก็จะสวิทซ์ไปใช้การ์ดที่นำมาติดตั้งโดยอัตโนมัติ และเมนบอร์ดแบบที่สองจะมีชิปแสดงผลอยู่ในตัวแต่ไม่สามารถอัพเกรดได้เพราะไม่มีสล็อตสำหรับการ์ดแบบ AGP มาให้ แต่จะมีราคาถูกกว่าแบบแรกแต่ก็สามารถใช้งานโปรแกรมออฟฟิศ หรือมัลติมีเดียทั่วไปอย่างไม่เป็นปัญหา ส่วนการ์ดเสียงก็ไม่เป็นปัญหาเพราะส่วนใหญ่เป็นมาตรฐานเดียวกันหมดแล้วซึ่งคุณภาพเสียงก็อยู่ในระดับที่ใช้ได้ เพียงแต่หาลำโพงมาเท่านั้นเอง อีกจุดหนึ่งที่ควรระวังคือสามารถรองรับหน่วยความจำแบบใดซึ่งขึ้นกับการเลือกหน่วยความจำด้วย

  1. หน่วยความจำ RAM

      หน่วยความจำเป็นพื้นที่สำหรับการทำงานและประมวลผลของซีพียู ปัจจุบันมีอยู่ 2 แบบ คือ SDRAM และ DDR โดยที่ราคาของ DDR จะสูงกว่าเล็กน้อย ซึ่งก็มีประสิทธิภาพในการใช้งานที่ดีกว่า สำหรับขนาดควรใช้ 128 MB หรือมากกว่า อีกจุดหนึ่งที่ควรระวังคือสามารถใช้ได้กับ เมนบอร์ดที่เลือกไว้หรือไม่

  1. เคส และ เพาเวอร์ซัพพลาย

         เคส คือ กล่องหุ้ม เป็นกล่องโลหะสำหรับใส่อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ นอกจากความสวยงามแล้วต้องพิจารณาสิ่งที่อยู่ข้างในด้วยว่าสามารถใช้งานได้หรือไม่ ควรพิจารณาว่ามีพื้นที่สำหรับติดตั้งอุปกรณ์ได้อย่างหลากหลายหรือไม่ ซึ่งในอนาคตอาจต้องมีการติดตั้งฮาร์ดดิสก์มากกว่า 1 ตัว รวมกับซีดีรอมไดรว์ และดีวีดีอีกได้ ซี่งหากเผื่อการอัพเกรดก็ควรเลือกขนาดใหญ่เอาไว้ก่อน จะทำให้มีพื้นที่ใช้สอยในเครื่องมากส่งผลในเรื่องการระบายความร้อนได้ดีอีกด้วย หากมีพัดลมระบายความร้อนในตัวก็จะช่วยเพิ่มการระบายความร้อนได้ดี นอกจากเคสแล้ว เพาเวอร์ซัพพลายก็เป็นส่วนประกอบที่สำคัญเพราะทุกวันนี้คอมพิวเตอร์ต้องการพลังงานมากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากความเร็วและความแรงที่เพิ่มขึ้น ทุกวันหากต้องการเผื่อสำหรับอนาคตควรเลือกเพาเวอร์ซัพพลาย 350 วัตต์ หรือมากกว่าจะได้ไม่มีปัญหาในภายหลัง

  1. มอนิเตอร์ หรือ จอภาพ

         มอนิเตอร์หรือจอภาพ ที่นิยมใช้กันอยู่มี 2 แบบ คือแบบ CRT และ LCD มีหลักการทำงานเริ่มจากที่เครื่องคอมพิวเตอร์ส่งสัญญาณดิจิตอลไปยังการ์ดแสดงผลซึ่งจะมีตัวแปลงสัญญาณ DAC (Digital to Analog Converter) ทำการแปลงสัญญาณดิจิตอลให้เป็นอนาล็อก จากนั้นจะมีการเปรียบเทียบค่าสัญญาณแล้วแปลงให้เป็นสัญญาณทางไฟฟ้า ซึ่งจะมีสีที่เป็นแม่สีในการแสดงผลอยู่ 3 สีด้วยกันคือ แดง เขียว และน้ำเงิน จะมีการผสมกันออกมาเป็นสีต่าง ๆ เมื่อแปลงสัญญาณเรียบร้อยแล้ว จะส่งสัญญาณต่อไปยังหลอดภาพอีกที
            ข้อดีของจอภาพแบบ CRT คือ ราคาประหยัด มีความละเอียดในการแสดงผลค่อนข้างสูง สามารถแสดงผลได้รวดเร็ว ไม่มีการดีเลย์ (delay) ของภาพ
            ข้อดีของจอภาพแบบ LCD น้ำหนักเบา ใช้พื้นที่ในการจัดวาง, ใช้ไฟน้อย เพียง 1 ใน 3 ของจอภาพแบบ CRT, ไม่มีรังสีแม่เหล็กไฟฟ้าแผ่ออกมา, สามารถปรับการแสดงผลให้อยู่ในแนวตั้งได้

  1. ฮาร์ดดิสก์

         ฮาร์ดดิสก์เป็นอุปกรณ์สำหรับเก็บข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ได้รับความนิยมสูงสุด เพราะมีความจุสูงและมีความเร็วในการทำงานที่สูงด้วยเช่นกัน เมื่อปิดเครื่องแล้วข้อมูลที่บันทึกไว้ยังคงไม่หาย การติดตั้งทำได้ง่าย และราคาถูกเมื่อเทียบกับขนาดบรรจุ
            ประกอบด้วยแผ่นแม่เหล็ก(Platter) ออกแบบมาสำหรับบันทึกข้อมูล ลักษณะเป็นแผ่นกลม ๆ และมีมอเตอร์ควบคุมการหมุน โดยจะมีความเร็วในการหมุนคือ 5400 และ 7200 รอบต่อนาที ยิ่งมีความเร็วเท่าไรก็สามารถค้นหาข้อมูลได้รวดเร็วยิ่งขึ้น สำหรับการอ่านข้อมูลจะมีหัวอ่านเป็นอุปกรณ์ที่เคลื่อนที่ไปบนแผ่นหล็ก โดยมีระยะห่างที่คงที่ เมื่อฮาร์ดดิสก์ได้รับการกระทบกระเทือนจนระยะห่างผิดเพี้ยนไป จะทำให้ฮาร์ดดิสก์ไม่สามารถทำงานได้ และมีอินเทอร์เฟชด้านหลังเป็นช่องสำหรับเชื่อมต่อกับสายส่งข้อมูลประเภทต่าง ๆ แบ่งได้ตามชนิดของฮาร์ดดิสก์ เช่น IDE, SCSI นอกจากนี้ยังช่องสำหรับต่อสายเข้ากับสายเพาเวอร์อีกด้วย
          
  การเลือกซื้อฮาร์ดดิสก์ ควรพิจารณาจากความต้องการใช้งานเป็นหลัก ซึ่งจะส่งผลต่อการเลือกขนาดความจุของฮาร์ดดิสก์ ว่าจะเป็นขนาด 20 , 40 หรือมากกว่า 60 GB  ความเร็วในการทำงาน     มาตรฐานการเชื่อมต่อ ซึ่งแบบ SCSI มีความเร็วมากกว่าแบบ IDE แต่ราคาก็แพงกว่าด้วย  อัตราการถ่ายโอนข้อมูล ปัจจุบันจะมีอยู่ 3 แบบ คือ ATA66, 100 และ 133  นอกจากนี้ยังมีเรื่องของบัฟเฟอร์หรือหน่วยความจำแคช ที่ทำหน้าที่ส่งข้อมูลไปยังหน่วยความจำหลักของเครื่องคอมพิวเตอร์ ค่า Access Time และ Seek Time ซึ่งเป็นอัตราความเร็วในการเข้าถึงและค้นหาข้อมูล รวมถึงระยะเวลาในการรับประกันด้วย

  1. CD - ROM  Drive  /  DVD - ROM  Drive

            CD-ROM และ DVD-ROM เป็นแผ่นพลาสติกทรงกลมบาง 12 มิลิเมตร เส้นผ่านศูนย์กลางขนาด 12 เซนติเมตร หรือ 8 เซนติเมตร CD-ROM มีความจุปัจจุบันไม่เกิน 800 เมกะไบต์ ส่วน DVD-ROM มีความจุกว่า 17.08 กิกะไบต์ ความเร็วในการอ่านสูงกว่า CD-ROM เกือบ 10 เท่า

            หลักการเลือกซื้อ CD / DVD-ROM Drive
ควรพิจารณาถึงการใช้งานเป็นหลัก หากต้องการประหยัด CD-ROM Drive ทีมีความเร็วในการส่งข้อมูล 56x ก็เพียงพอแล้ว ( 1x มีอัตราการส่งข้อมูล 150 kb/sec ) หากต้องการใช้สำหรับเขียนแผ่นซีดีได้ด้วย ควรเลือกซื้อ CD-RW Drive ที่มีเทคโนโลยีสำหรับป้องกัน Buffer Under-burn ด้วย ปัจจุบันมีคอมโบไดร์ฟที่รวมเอา CD-RW และ DVD เข้าไว้ด้วยกัน แต่ราคายังสูงอยู่ แต่ก็เป็นทางเลือกสำหรับผู้มีงบประมาณมาก